รายงานข่าว แมนฯซิตี้ ใส่เต็มสูบไม่มียั้งด้วยการบุกไปชนะ เรอัล มาดริด 2-1

UFAX10

รายงานข่าว แมนฯซิตี้ ที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย นัดแรก เมื่อวันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้พวกเขามีโอกาสสูงมากๆ ที่จะได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบต่อไป

UFAX10

รายงานข่าว แมนฯซิตี้ แม้ว่าเกมนี้เจ้าบ้านจะได้ประตูขึ้นนำไปก่อนก็ตามจาก อีสโก้ แต่หลังจากนั้นทีมเยือนเปิดฉากลุยเต็มสูบและจัดการยิงคืนแบบทบต้นทบดอกจาก กาเบรียล เชซุส และจุดโทษของ เควิน เดอ บรอยน์ ทำให้พวกเขาบุกมาชนะได้อย่างสวยหรู พร้อมครองความได้เปรียบในเรื่องอเวย์โกลอีกต่างหาก

ตอนนี้สาวก “เรือใบสีฟ้า” วาดฝันถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในรายการนี้ เพราะฤดูกาลหน้ายังไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้กลับมาเล่นในถ้วยใบนี้อีกหรือเปล่า หลังจากที่โดน ยูฟ่า สั่งแบน 2 ซีซั่น และผลการอุทธรณ์ก็ไม่รู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย

1. เดอ บรอยน์ ฟอร์มกระฉูด  

ผลงานของ เควิน เดอ บรอยน์ ทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถือความได้เปรียบในแมตช์แรก และหากจะยกให้เขาเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คงไม่มีใครกล้าประท้วง เพราะฟอร์มของเขาในเกมที่สนามซานติอาโก้ เบร์นาเบว มันช่างเลิศเลอเพอร์เฟกต์เหลือเกิน

จอมทัพทีมชาติเบลเยียม ถือเป็นหัวใจสำคัญในเกมรุกของ “เรือใบสีฟ้า” อย่างแท้จริง เขาทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยทั้งตอนที่ครองบอล และไม่มีบอลอยู่กับตัว โดยฟอร์มของ เดอ บรอยน์ สามารถปั่นป่วนแนวรับของ “ราชันชุดขาว” จนตั้งเกมไม่ถูก

ทุกครั้งที่ เดอ บรอยน์ ได้บอล แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสลุ้นทำประตูตลอด เพราะความฉกาจฉกรรจ์ในการจ่ายบอลของเขาสามารถสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีมได้เสมอ และจังหวะการเปิดบอลที่แม่นยำช่วยทำให้ กาเบรียล เชซุส โหม่งประตูตีเสมอ 1-1

นอกจากนี้ ดาวเตะเลือดเบลเยียม ยังสวมบทเพชฌฆาตในการทำหน้าที่สังหารจุดโทษให้ แมนฯ ซิตี้ แน่นอนว่าประตูปิดท้ายในเกมนี้สร้างความได้เปรียบให้กับ แมนฯ ซิตี้ มากมายมหาศาล เพราะการบุกชนะ เรอัล มาดริด พร้อมกับได้อเวย์โกล 2 ประตู โอกาสของ “เรือใบสีฟ้า” ในการเข้ารอบช่างสดใสเหลือเกิน

2. เป๊ป ยังเชื่อมั่น เชซุส

เชซุส ทุ่มเททุกอย่างตามที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สั่งให้ทำ และเขาก็ไม่ทำให้เจ้านายต้องผิดหวัง เมื่อช่วยทำประตูสำคัญสร้างความแตกต่างให้ในเกมนี้ นั่นก็คือการโหม่งตีเสมอให้กับทีม

แน่นอนว่า เรอัล มาดริด ต้องเจอกับงานยากลำบากในการจัดการกับ เชซุส ตลอดทั้งเกม เพราะนักเตะเต็มไปด้วยความรวดเร็ว และมีทักษะส่วนตัวสูงทำให้ ดานี่ การ์บาฆาล ต้องปวดเศียรเวียนเกล้า

ยิ่งในช่วงที่ เป๊ป ตัดสินใจส่ง ราฮีม สเตอร์ลิง ลงมาเล่นเพื่อหวังจะปิดบัญชีเจ้าบ้านให้อยู่หมัด ยิ่งทำให้ ดาวเตะชาวบราซิเลียน เล่นดียิ่งขึ้น และประสานงานกับ สเตอร์ลิง ได้อย่างลงตัว จนแนวรับของ เรอัล มาดริด ต้องเสียกระบวนยุทธรับมือไม่อยู่

ฟอร์มโดยรวมของ เชซุส ในเกมนี้คงทำให นายใหญ่ชาวสแปนิช ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ และในอนาคตเขาน่าจะเป็นตัวหลักแทนที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ แน่นอน

3. รามอส โดนใบแดงอีกแล้ว

เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมเรอัล มาดริด พยายามที่จะช่วยทีมด้วยความมุ่งมั่น และต้องการนำทัพ “ราชันชุดขาว” ผ่านเข้าไปลุ้นความสำเร็จในถ้วยใบโตยุโรปอีกครั้ง แต่งานนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เพราะพวกเขาต้องเจอกับด่านหินอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แนวรับทีมชาติสเปน ไม่สามารถรับมือกับแนวรุกที่เต็มไปด้วยทักษะและความรวดเร็วของทีมเยือนได้เลย แม้ว่า รามอส จะพยายามที่จะช่วยทีมอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายก็เจอพิษความเร็วของ เชซุส ซึ่งทำให้เขาจำเป็นต้องหยุดนักเตะด้วยการทำฟาวล์ และนั่นหมายถึงการโดนใบแดงทันที

แม้ว่าจังหวะนั้น แมนฯ ซิตี้ จะไม่ได้ประตูจากลูกฟรีคิก แต่การโดนไล่ออกทำให้ รามอส ต้องหมดสิทธิ์ช่วยทีมในแมตช์เยือนเอติฮัด สเตเดี้ยม งานนี้โอกาสเข้ารอบต่อไปที่ค่อนข้างริบหรี่อยู่แล้ว ยิ่งมืดมนเข้าไปใหญ่ เพราะการขาด รามอส ไปทีมย่อมระส่ำขึ้นเป็นทวีคูณ

ทั้งนี้ รามอส โดนไปแล้ว 4 ใบแดงในการเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก เท่ากับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ เอ็ดการ์ ดาวิดส์….เป็นสถิติที่ไม่น่าภูมิใจเอาซะเลย

4. เป๊ป กุนซือแห่งแชมเปี้ยนส์ ลีก

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะคว้าแชมป์โทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” ให้ได้ เพราะในฤดูกาลหน้ายังไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้โอกาสกลับมาโม่เกือกในรายการนี้หรือไม่ เพราะผลการยื่นอุทธรณ์จากศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก (ซีเอเอส) ยังไม่ออกมาในเวลานี้

ด้วยเหตุนี้ เป๊ป แอนด์โค. ถึงได้โชว์เพลงแข้งขั้นเทพแม้จะไปเยือนซานติอาโก้ เบร์นาเบว แต่พวกเขาไม่ได้หวาดหวั่นอะไรเลย และสามารถกดเจ้าบ้านได้อยู่หมัด โดยชัยชนะในแมตช์นี้ทำให้ กุนซือชาวสแปนิช เป็นผู้จัดการทีมที่คว้าชัยชนะมากที่สุดในแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อกเอาต์ (28 เกม) เหนือกว่า คาร์โล อันเชลอตติ, โชเซ่ มูรินโญ่ และ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

ยิ่งไปกว่านั้น อดีตนายใหญ่ “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า และ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ช่วยให้ แมนฯ ซิตี้ กลายเป็นทีมที่สองที่เอาชนะ “ราชันชุดขาว” ในซานติอาโก้ เบร์นาเบว ในศึกชิงโทรฟี่ “หูกาง” โดยทีมก่อนหน้านี้ก็คือ “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน ที่ทำได้ในเดือนตุลาคม 2009

5. ก้าวขาหนึ่งข้างเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

     ตอนนี้แฟนบอล “เรือใบสีฟ้า” เริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ในการเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ เพราะการบุกชนะ เรอัล มาดริด 2-1 ทำให้ทีมครองความได้เปรียบมากมายก่ายกอง เพราะในแมตช์ต่อไปที่บ้านของตัวเอง แน่นอนว่า แมนฯ ซิตี้ คงไม่ปล่อยโอกาสของตัวเองให้หลุดมือ

แน่นอนว่านี่คือโทรฟี่ที่ยิ่งใหญ่ที่บรรดาแฟนบอล แมนฯ ซิตี้ อยากเห็นมันมาตั้งตระหง่านอยู่ในตู้โชว์ที่สโมสร เพราะถือเป็นแชมป์เกียรติประวัติที่จะทำให้พวกเขาสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

 

 

 

 

ขอบคุณข่าว : www.siamsport.co.th
สนใจสมัคร ติดต่อ : www.onlinesportsreviews.com